เครื่องตัดพลาสม่า

เครื่องตัดพลาสม่า ที่มี Regulator ในตัว ต่างจากการใช้ที่ปั๊มลม ยังไง?

เวลาใช้ เครื่องตัดพลาสม่า นอกจากการตั้งกระแสตัด ให้เหมาะกับความหนาของเหล็กแล้ว ยังมีอีกค่าหนึ่ง ที่มีผลต่อการตัดโดยตรงก็คือ “แรงดันลม” ครับ ลมอัดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างลำพลาสม่า และช่วยให้ลำพลาสม่าพุ่งผ่านหัวตัดได้อย่างสม่ำเสมอ ถ้าน้อยเกินไป มากเกินไป หรือแรงดันแกว่งระหว่างตัด คุณภาพของแนวตัดก็สามารถเปลี่ยนตามไปด้วย

ตรงนี้เอง ที่ทำให้หลายคนเกิดคำถามว่า ถ้า เครื่องตัดพลาสม่า มี Regulator ในตัว อยู่แล้ว Regulator ที่ติดกับปั๊มลม ยังจำเป็นหรือไม่? หรือในทางกลับกัน ถ้าปั๊มลมมีตัวปรับแรงดันให้เรียบร้อยแล้ว เราจำเป็นต้องใช้ Regulator ที่เครื่องตัดพลาสม่า อีกหรือเปล่า?

พอมองจากภายนอก ทั้งสองตัวทำหน้าที่คล้ายกันมาก มีเกจวัดแรงดัน และมีลูกบิดสำหรับปรับลม แต่ตำแหน่งที่ติดตั้งต่างกัน ทำให้ “สิ่งที่มันควบคุม” แตกต่างกันด้วย โดยเฉพาะเมื่อมี อุปกรณ์อื่น คั่นอยู่ระหว่างปั๊มกับเครื่องตัดพลาสม่า

ดังนั้น Regulator ที่ปั๊มลมและ Regulator ที่ตัวเครื่อง จึงทำงานคนละระดับในระบบลม และถ้าตั้งค่าอย่างถูกต้อง ก็ช่วยให้เครื่องตัดพลาสม่าได้รับลมที่นิ่งและเหมาะกับการตัดมากขึ้น

Regulator คืออะไร? ทำไม เครื่องตัดพลาสม่า ถึงมี?

Regulator หรือ ชุดปรับแรงดันลม เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ลด และควบคุมแรงดันจากต้นทาง ให้เหลือระดับที่เหมาะสมกับอุปกรณ์ปลายทาง

สมมติว่าถังปั๊มลมมีแรงดันสะสมอยู่ 8–10 bar แต่ เครื่องตัดพลาสม่า ต้องการแรงดันใช้งานต่ำกว่านั้น เราต้องมี Regulator ลดแรงดันลงมาให้อยู่ในช่วงที่ผู้ผลิตเครื่องกำหนด

Regulator ไม่ได้มีหน้าที่ “เพิ่มแรงดัน” ครับ หากต้นทางมีแรงดันเพียง 4 bar ต่อให้หมุน Regulator ไปสุด มันก็ไม่สามารถสร้างแรงดัน ขึ้นมาเป็น 6 bar ได้ หน้าที่ คือรับแรงดัน ที่สูงกว่า แล้วควบคุมแรงดันด้านออกให้อยู่ในระดับที่ตั้งเอาไว้

สำหรับ เครื่องตัดพลาสม่า หัวตัดต้องใช้ทั้งแรงดัน และปริมาณลมที่เหมาะสม หากแรงดันไม่สัมพันธ์กับระบบของเครื่อง ลักษณะของลำพลาสม่า และการเป่าโลหะหลอมเหลวออกจากแนวตัด ก็อาจผิดไปจากที่ออกแบบไว้

เครื่องตัดพลาสม่า

ชุดปรับแรงดันลม ที่ปั๊มลม ควบคุมอะไร?

ปั๊มลมทั่วไปจะมีเกจอย่างน้อยหนึ่งหรือสองตัว 

  • ตัวหนึ่งอาจใช้แสดงแรงดันในถัง 
  • อีกตัวแสดงแรงดันที่ถูกปรับก่อนส่งออกไปยังสายลม และบริเวณนั้นก็มักมีลูกบิด Regulator สำหรับกำหนดแรงดันขาออก
  • ถ้าเราตั้ง Regulator ที่ปั๊มลมไว้ประมาณหนึ่ง ลมที่ออกจากปั๊มก็จะจำกัด ให้อยู่ใกล้เคียงระดับนั้นก่อนเดินทางเข้าสู่สายลม

ข้อดี คือเราสามารถควบคุมแรงดันของระบบตั้งแต่ต้นทางได้ และไม่ปล่อยแรงดันเต็มถังเข้าไปในสายหรืออุปกรณ์ปลายทางโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะในสถานที่ ที่ใช้ปั๊มลมตัวเดียวร่วมกับเครื่องมือลมหลายประเภท การปรับแรงดัน จากต้นทางเป็นวิธีที่สะดวกมาก

  • ค่าที่เกจบนปั๊มแสดง เป็นค่าบริเวณต้นทาง ไม่ใช่แรงดันที่หัว เครื่องตัดพลาสม่า ได้รับจริงเสมอไป
  • หลังจากลมออกจากปั๊มแล้ว ยังต้องเดินทางผ่านสายลม ข้อต่อ Quick Coupler ตัวกรอง ข้องอ และอุปกรณ์อื่น ก่อนจะไปถึงเครื่องตัดพลาสม่า
  • ทุกส่วนสร้างการต้านทาน และทำให้เกิด Pressure Drop ได้ โดยเฉพาะตอนที่เครื่องตัดพลาสม่าใช้ลมในปริมาณสูง

ชุดปรับแรงดันลม ที่ เครื่องตัดพลาสม่า ต่างตรงที่อยู่ใกล้จุดใช้งาน

เครื่องตัดพลาสม่า ที่มี Regulator ในตัว มักติดชุดปรับแรงดัน ไว้ใกล้กับช่องลมเข้าของเครื่อง บางรุ่นรวมอยู่กับชุดกรองน้ำหรือ Filter Regulator และมีเกจให้มองเห็นแรงดัน บริเวณก่อนลมเข้าสู่ระบบภายในเครื่อง

ข้อดีของตำแหน่งนี้คือ ค่าที่เราปรับ และอ่านได้อยู่ใกล้ “จุดใช้งานจริง” มากกว่า

สมมติว่าที่ปั๊มลมตั้งไว้ 7 bar เมื่อลมเดินทางผ่านสายยาว ข้อต่อหลายจุด และตัวกรองก่อนเข้าเครื่อง อาจเหลือเพียง 6 bar ที่ด้านหน้าเครื่อง หากเราดูแต่เกจบนปั๊ม เราอาจเข้าใจว่าระบบยังมี 7 bar อยู่ แต่ความจริงเครื่องได้รับน้อยกว่านั้นแล้ว

การมี Regulator และเกจใกล้ตัวเครื่องช่วยให้เราตรวจแรงดัน ที่ปลายระบบได้ง่ายขึ้น และสามารถตั้งค่าตามข้อกำหนดของเครื่องได้แม่นยำกว่า

ตรงนี้เอง คือความแตกต่างสำคัญระหว่าง Regulator ที่ปั๊มลม กับ Regulator ที่เครื่องตัดพลาสม่า ครับ แม้หลักการทำงานจะคล้ายกัน แต่กำลังควบคุมแรงดันคนละตำแหน่ง

ควรดูแรงดันตอนลมนิ่ง หรือขณะลมกำลังไหล?

อีกจุดหนึ่งที่สำคัญมากในการตั้งค่า Regulator ในตัว เครื่องตัดพลาสม่า คือตรวจสอบตามขั้นตอนที่ผู้ผลิตเครื่องกำหนด และหลายระบบจะให้ความสำคัญกับแรงดันในช่วงที่ลมกำลังไหลครับ ค่าที่เห็นตอนเครื่องหยุดใช้ลมเรียกว่าแรงดัน Static ซึ่งอาจดูสูงและปกติ แต่เมื่อเปิด Air Test หรือกดให้ระบบ มีลมไหลจริง แรงดันอาจตกลงมา อีกระดับหนึ่ง

  • ตอนยังไม่เปิดลม เกจที่หน้าเครื่องอาจแสดง 6 bar 
  • พอลมเริ่มไหลอาจลดเหลือ 5 bar 
  • หากเครื่องตัดพลาสม่า ต้องการแรงดันขณะทำงานสูงกว่านั้น ก็หมายความว่าระบบต้นทางอาจจ่ายลมได้ไม่เพียงพอ หรือเกิด Pressure Drop มากเกินไป

เวลาตั้งแรงดัน อย่าเพียงหมุน Regulator จนเห็นตัวเลขที่ต้องการตอนเครื่องอยู่นิ่ง แล้วเริ่มตัดทันที ดูคู่มือว่าเครื่องตัดพลาสม่า ให้ตั้งแรงดันในสภาวะใด เพราะวิธีการอาจแตกต่างกันตามรุ่นครับ

ถ้ามี ชุดปรับแรงดันลม ในตัวเครื่องแล้ว ที่ปั๊มควรตั้งเท่าไร?

หลักคิดง่าย ๆ คือ Regulator ที่อยู่ก่อนหน้า ต้องไม่จำกัดแรงดันจนตัวปลายไม่มีแรงดันเหลือให้ปรับ

  • สมมติว่าเครื่องตัดพลาสม่าต้องการแรงดันใช้งานประมาณ 5 bar 
  • เราตั้ง Regulator ที่ปั๊มไว้เพียง 5 bar เท่ากันพอดี 
  • เมื่อเกิด Pressure Drop ระหว่างสาย เครื่องอาจได้รับเพียง 4–4.5 bar 
  • Regulator ที่เครื่องตัดพลาสม่า ก็ไม่สามารถเพิ่มกลับขึ้นมาเป็น 5 bar ได้

แรงดันจากต้นทาง ต้องสูงกว่าแรงดัน ที่ เครื่องตัดพลาสม่า ต้องการในระดับที่เหมาะสม เพื่อเผื่อการสูญเสียระหว่างทาง แล้วใช้ Regulator ที่ตัวเครื่องลดลงมาสู่ค่าที่ผู้ผลิตกำหนด

เครื่องตัดพลาสม่า

แต่ไม่ได้หมายความว่าควรเปิด Regulator ปั๊มสุดทุกครั้งครับ เพราะระบบทั้งหมด ตั้งแต่สายลม ข้อต่อ ชุดกรอง และตัวเครื่อง ต่างมีระดับแรงดันใช้งานสูงสุดของตัวเอง การตั้งแรงดันจึงต้องอยู่ภายในข้อกำหนดของอุปกรณ์ทุกชิ้น ตัวเลขที่เหมาะสมควรอ้างอิงจากคู่มือของ เครื่องตัดพลาสม่า และอุปกรณ์ในระบบเป็นหลัก ไม่ใช้ค่าตายตัวเดียวกับเครื่องทุกยี่ห้อทุกขนาด

ชุดปรับแรงดันลม ไม่ได้แก้ปัญหา ปั๊มลมเล็กเกินไป

อีกความเข้าใจผิดหนึ่งคือ ถ้าลมไม่พอ ก็หมุน Regulator เพิ่มขึ้นได้ครับ ในความจริง หาก ปั๊มลมมีปริมาณลมไม่เพียงพอ Regulator บนเครื่องตัดพลาสม่า ก็ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ เพราะ มีหน้าที่ควบคุมแรงดัน ไม่ได้ผลิตอากาศเพิ่ม

  • ช่วงแรกที่ถังปั๊มเต็ม เครื่องตัดพลาสม่าอาจตัดได้ปกติ มีลมสะสมอยู่ในถังจำนวนหนึ่ง 
  • แต่เมื่อใช้งานต่อเนื่อง แรงดันถังค่อย ๆ ลดลง 
  • หากปั๊มผลิตลมกลับเข้าไปไม่ทันความต้องการของเครื่อง แรงดันก็จะลดต่อเนื่องจนกระทบการตัด
  • อาการที่พบได้คือ เริ่มต้นตัดได้ดี แต่พอตัดไปสักพัก พลาสม่าเริ่มไม่สม่ำเสมอ หรือต้องหยุดรอปั๊ม สร้างแรงดันใหม่

กรณีนี้ไม่ว่าจะมี Regulator ที่ปั๊มหนึ่งตัว หรือมีเพิ่มที่เครื่องอีกหนึ่งตัว ก็ไม่สามารถชดเชยปริมาณลมที่ขาดไปได้ สิ่งที่ต้องตรวจคือ Air Delivery หรือปริมาณลมจริงของปั๊ม ว่าเพียงพอกับความต้องการของเครื่องตัดพลาสม่า หรือไม่

มี ชุดปรับแรงดันลม ที่เครื่องตัดพลาสม่า ช่วยให้ใช้ปั๊มลมหลายตัวง่ายขึ้น

ข้อดีอีกอย่างของ เครื่องตัดพลาสม่า ที่มี Regulator ในตัว คือความสะดวกเมื่อต้องย้ายเครื่องไปใช้งานหลายพื้นที่ครับ

เช่น วันนี้ใช้งานเครื่องตัดพลาสม่า กับปั๊มลมใหญ่ใน Workshop วันต่อไป เอาเครื่องตัดพลาสม่า ไปใช้กับปั๊มอีกตัวที่ไซต์งาน ซึ่งระบบแรงดันต้นทางอาจตั้งไม่เหมือนกัน หากมี Regulator และเกจอยู่ที่เครื่องตัดพลาสม่า เราจะสามารถตรวจ และปรับแรงดันปลายทางให้ตรง กับค่าที่เครื่องต้องการได้ง่ายกว่า

แน่นอนว่าปั๊มแต่ละตัวยังต้องมีแรงดันและ Flow เพียงพอ แต่  ชุดปรับแรงดันหน้าเครื่อง ช่วยสร้างจุดอ้างอิงที่ชัดเจนว่า “ก่อนลมเข้าเครื่องจริง ตอนนี้เหลือแรงดันเท่าไร”

สำหรับคน ที่ต้องเคลื่อนย้าย เครื่องตัดพลาสม่า บ่อย ความสะดวกตรงนี้ถือว่ามีประโยชน์มาก

เครื่องตัดพลาสม่า

สรุป Regulator ที่เครื่อง กับที่ปั๊ม ไม่ได้วัดลม จากจุดเดียวกัน

ความแตกต่างสำคัญระหว่าง ชุดปรับแรงดันลม ที่เครื่องตัดพลาสม่า กับ ที่ปั๊มลม อยู่ที่ตำแหน่งของการควบคุมครับ 

  • Regulator ที่ปั๊มทำหน้าที่จัดการแรงดันตั้งแต่ต้นทาง ก่อนส่งลมเข้าสู่สายและระบบต่าง ๆ 
  • Regulator ที่ตัวเครื่องทำหน้าที่ควบคุมแรงดันใกล้กับจุดที่เครื่องกำลังจะนำลมไปใช้งานจริง

การมี ที่เครื่องช่วยให้ใช้ปรับแรงดันได้ละเอียด และอ้างอิงกับสภาพลมบริเวณปลายทางมากขึ้น โดยเฉพาะระบบที่มีสายลมยาว ข้อต่อหลายจุด หรือมี Pressure Drop ระหว่างทาง

ถ้ามี ทั้งสองตำแหน่ง ก็สามารถใช้งานร่วมกันได้ โดยให้ต้นทาง มีแรงดันเพียงพอ และสูงกว่าค่าที่เครื่องต้องการอย่างเหมาะสม จากนั้นใช้ Regulator ที่เครื่องตัดพลาสม่า ปรับลงสู่ค่าที่ผู้ผลิตกำหนด ไม่ควรตั้งต้นทางต่ำ และไม่ควรเปิดแรงดันสูงเกินข้อกำหนดของระบบ เพียงเพราะต้องการเผื่อไว้มาก ๆ

ที่สำคัญ Regulator ควบคุมแรงดัน แต่ไม่ได้สร้างปริมาณลมเพิ่ม หากปั๊มเล็กเกินไป สายลมเล็กเกินไป ข้อต่อเป็นคอขวด หรือไส้กรองตัน ต่อให้ตั้ง ชุดปรับแรงดันลมถูก เครื่องตัดพลาสม่าก็ยังมีโอกาสเกิดแรงดันตกขณะใช้งานได้

ดังนั้น เวลาจัดระบบลม สำหรับ เครื่องตัดพลาสม่า ไม่ควรดูแค่ว่าปั๊มมีแรงดันกี่ bar ควรมองทั้งแรงดัน ปริมาณลม ขนาดสาย ข้อต่อ ระบบกรอง และตำแหน่งของ Regulator ไปพร้อมกัน เมื่อทุกส่วนทำงานสัมพันธ์กัน ลมที่เข้าสู่หัวตัดก็จะนิ่งขึ้น และเครื่องสามารถตัดงานได้สม่ำเสมอ กว่าการพยายามแก้ด้วยการหมุนแรงดันที่ปั๊มอย่างเดียว

Related Posts

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *